ฤดูกาลชมวาฬในไทย เดือนไหนโอกาสเจอสูงที่สุด

❄️ ช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (พ.ย. – ก.พ.) กับการชมวาฬในอ่าวไทย
ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ถือเป็น “ไฮซีซัน” ของการชมวาฬในอ่าวไทย ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดพาแพลงก์ตอน และฝูงปลาขนาดเล็กเข้ามาสะสมในอ่าวไทยตอนกลาง วาฬบรูด้าจะตามมากินอาหารในช่วงเวลานี้ บางครั้งพบเป็นกลุ่มได้ 2–3 ตัวในคราวเดียว
ทะเลช่วงนี้ในอ่าวไทยมีคลื่นสงบ อากาศดี ทัศนวิสัยใต้น้ำค่อนข้างชัด เหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเป็นครั้งแรก ส่วนใครที่เมาเรือง่ายก็ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะเรือส่วนใหญ่ออกจากฝั่งแค่ 20–40 กิโลเมตรเท่านั้น
☀️ หน้าร้อนถึงต้นฝน (มี.ค. – มิ.ย.) สำหรับทะเลฝั่งอันดามัน
ถ้าอยากไปฝั่งอันดามัน ช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคมคือจังหวะที่ดี ก่อนที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะมาทำให้ทะเลคลื่นแรงในเดือนมิถุนายน ทะเลฝั่งนี้น้ำใสกว่า เหมาะสำหรับการดำน้ำควบไปพร้อมกัน โอกาสพบโลมา และวาฬในน้ำลึกสูงกว่าอ่าวไทย แต่ต้องใช้เรือที่ไปได้ไกลกว่า
ตารางฤดูกาลชมวาฬรายเดือน อ่านก่อนจองทริป
จุดชมวาฬที่ดีที่สุดในทะเลไทย แต่ละพื้นที่มีจุดเด่นต่างกัน📍
อ่าวไทยตอนกลาง – แหล่งชมวาฬใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด
บริเวณอ่าวไทยตอนกลาง ครอบคลุมพื้นที่ทะเลของจังหวัดชลบุรี ระยอง และชุมพร ถือเป็นแหล่งชมวาฬบรูด้าที่ดีที่สุดในไทย ข้อดีคือเดินทางง่ายจากกรุงเทพฯ ไม่ต้องบินไปไกล ท่าเรือส่วนใหญ่อยู่แถบระยองหรือสัตหีบ บางทัวร์ออกเรือแค่เช้า-เย็นก็กลับได้
สิ่งที่ทำให้พื้นที่นี้พิเศษคือ ความลึกของน้ำที่ไม่มากนัก ทำให้วาฬขึ้นมาหายใจบ่อยกว่าในน้ำลึก โอกาสได้เห็นแบบระยะใกล้จึงสูงมาก และยังมีรายงานการพบวาฬในระยะไม่ถึง 100 เมตร จากเรือบ่อยครั้งในช่วง High Season
เกาะพะงัน – เกาะเต่า จุดชมวาฬและโลมาในอ่าวไทยตอนใต้
บริเวณรอบเกาะพะงันและเกาะเต่าในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการรวมทริปดูวาฬเข้ากับการดำน้ำ เพราะพื้นที่แถบนี้มีแนวปะการังที่สวยงามอยู่ด้วยกัน
โลมาหัวขวดและโลมาปากขวด พบได้บ่อยมากในแถบนี้ โดยเฉพาะช่วงเช้ามืดก่อนที่เรือนักท่องเที่ยวจะออกกัน ทริปเช้าตรู่มักได้ผลดีที่สุด บางโปรแกรมจัดออกเรือตั้งแต่ 06.00 น. เพื่อเพิ่มโอกาสพบ
หมู่เกาะสิมิลัน – สุรินทร์ โอกาสพบวาฬฝั่งอันดามัน
หมู่เกาะสิมิลันและสุรินทร์ในพังงา เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่น้ำใสติดอันดับโลก ช่วงเปิดฤดูกาล (ต.ค. – พ.ค.) ทริปแบบ Liveaboard ที่ออกเรือค้างคืน 3–5 วัน มักรายงานการพบโลมาสปินเนอร์ โลมาหัวขวด และบางครั้งก็พบวาฬในน้ำลึกด้วย
สิ่งที่ต่างจากอ่าวไทยชัดเจนคือความหลากหลาย เพราะฝั่งอันดามันเชื่อมต่อกับทะเลเปิด สัตว์ที่พบจึงมีหลายชนิดกว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าความไม่แน่นอนสูงกว่าด้วยเช่นกัน การเจอวาฬที่นี่เป็นเรื่องของโชคมากกว่าอ่าวไทย
เตรียมตัวอย่างไรก่อนออกทริปชมวาฬในทะเลไทย🎒

อุปกรณ์ที่ควรพกไปชมวาฬ
อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลยคือกล้องส่องทางไกล หรือกล้องที่มี zoom ระยะไกล เพราะวาฬมักอยู่ห่างออกไปอย่างน้อย 50–200 เมตร กล้อง DSLR หรือมิเรอร์เลสที่มีเลนส์ 200mm ขึ้นไปให้ผลดีที่สุด สำหรับมือถือก็ใช้ได้ แต่อาจได้ภาพไม่ชัดเท่าที่ต้องการ
สิ่งที่หลายคนลืมคือ ยาแก้เมาเรือ ควรกินล่วงหน้าอย่างน้อย 30–60 นาที ก่อนขึ้นเรือ ครีมกันแดด SPF สูงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอยู่กลางทะเลตลอดวัน และเตรียมชุดกันฝนหรือผ้าคลุมตัวไว้ด้วย เพราะสเปรย์น้ำทะเลเปียกได้ตลอดเวลา
เลือกทัวร์ชมวาฬอย่างไรให้คุ้มและปลอดภัย
จุดแรกที่ต้องดูคือ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว และเรือต้องมีใบรับรองจากกรมเจ้าท่า อย่าเลือกทัวร์ที่ถูกผิดปกติโดยไม่มีเหตุผล เพราะความปลอดภัยในทะเลเป็นเรื่องที่ไม่ควรประหยัด
ขนาดกลุ่มก็สำคัญมาก ทัวร์ที่ดีจะจำกัดผู้ร่วมทริปไม่เกิน 10–15 คน เพื่อให้ทุกคนได้เห็นและไม่รบกวนสัตว์มากเกินไป บางบริษัทมีนักชีววิทยาทางทะเลร่วมเดินทางด้วย ถือเป็นค่าที่เพิ่มคุณค่าการเดินทางอย่างมาก เพราะจะช่วยอธิบายพฤติกรรมและให้ข้อมูลเชิงลึกที่หาไม่ได้จากที่อื่น
ข้อปฏิบัติและมารยาทสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อไม่รบกวนวาฬ
กฎสากลที่ทัวร์ที่ดีทุกเจ้าจะปฏิบัติตามคือ ห้ามขับเรือตัดหน้าวาฬ ห้ามเข้าใกล้ในระยะน้อยกว่า 50 เมตร และห้ามส่งเสียงดังหรือโยนสิ่งของลงน้ำ วาฬเป็นสัตว์ที่ไวต่อเสียงมาก การส่งเสียงดังหรือเดินเครื่องเรือแรงเกินไป อาจทำให้มันหนีและไม่กลับมาอีก
สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรทำเองคือ งดใช้โดรนถ่ายภาพวาฬโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะเสียงและการบินต่ำของโดรน ทำให้สัตว์เครียดได้มาก และควรเก็บขยะทุกชิ้นกลับมาด้วย ไม่ทิ้งสิ่งใดลงทะเลโดยเด็ดขาด
เส้นทางท่องเที่ยวที่รวมการชมวาฬกับที่เที่ยวอื่น
แพ็กเกจ 2 วัน 1 คืน ชมวาฬ + ดำน้ำในอ่าวไทย
สำหรับคนที่เวลาจำกัด เส้นทาง 2 วัน 1 คืน แบบนี้ตอบโจทย์มาก วันแรกออกเรือตั้งแต่เช้าจากระยองมุ่งสู่แหล่งชมวาฬกลางอ่าว ช่วงบ่ายดำน้ำตื้นหรือสนอร์เกลแถบเกาะเสม็ดหรือเกาะทะลุ ค้างคืนบนเรือหรือรีสอร์ทชายทะเล วันที่สองออกสำรวจอีกครั้งในช่วงเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่วาฬออกหากินมากที่สุด
ทริปครอบครัว รวมชมวาฬกับแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งใกล้เคียง
ถ้ามาพร้อมครอบครัว แนะนำให้ใช้ฐานที่ชุมพรหรือระยอง เพราะมีที่พักหลากหลาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวริมฝั่งให้เด็กเล็กสนุกในวันที่ไม่ออกเรือ ทริปชมวาฬสำหรับเด็กควรเลือกเรือขนาดใหญ่ที่มั่นคงกว่า และระยะเวลาออกเรือไม่นานเกิน 4–5 ชั่วโมง เพื่อให้เด็กไม่เหนื่อยเกินไป
ทริปเดี่ยวหรือคู่รัก แบบ Liveaboard คืออะไร
Liveaboard คือทริปที่นักท่องเที่ยวพักอยู่บนเรือหลายคืน มักออกไปยังพื้นที่ห่างไกลชายฝั่ง ซึ่งไม่มีทัวร์วันเดียวเข้าถึงได้ เหมาะมากสำหรับคนที่อยากเห็นสัตว์ทะเลนานาชนิด รวมถึงฉลามวาฬ เต่าทะเล และมีโอกาสพบวาฬในน้ำลึกสูงกว่า ราคาอยู่ที่ประมาณ 15,000–35,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนวัน ระยะทาง และความหรูของเรือ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับชมวาฬในทะเลไทย
โอกาสเจอวาฬจริง ๆ สูงแค่ไหน ถ้าไปในช่วงไฮซีซัน?
ถ้าไปในช่วง พ.ย. – ก.พ. กับทัวร์ที่ไปบริเวณอ่าวไทยตอนกลาง โอกาสเจอวาฬบรูด้าอยู่ที่ประมาณ 70–80% ต่อทริปเลยทีเดียว บางทัวร์มีนโยบาย “เจอวาฬหรือไม่คิดค่าบริการ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ให้บริการมั่นใจในโอกาสการพบเห็นค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติไม่มีอะไรแน่นอน 100% ควรเข้าไปด้วยใจที่เปิดกว้างและพร้อมรับทุกผลลัพธ์
เด็กอายุเท่าไหร่ถึงจะพาไปชมวาฬได้?
โดยทั่วไป ทัวร์ส่วนใหญ่รับเด็กตั้งแต่อายุ 5–6 ปีขึ้นไป แต่ควรเลือกเรือขนาดกลางถึงใหญ่ที่มีห้องน้ำและที่นั่งในร่มพร้อม สิ่งสำคัญคือ ควรเช็คสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง ถ้าคลื่นเกิน 1.5 เมตร ไม่แนะนำพาเด็กเล็กออกเรือ และเตรียมยาแก้เมาเรือสำหรับเด็กโดยเฉพาะไปด้วยจะดีที่สุด
ราคาทัวร์ชมวาฬในไทยอยู่ที่เท่าไหร่?
ราคาแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับคร่าวๆ ทริปแบบวันเดียว (Day Trip) ราคาอยู่ที่ประมาณ 2,500–5,000 บาทต่อคน ทริปค้างคืนบนเรือ (Overnight) อยู่ที่ 6,000–12,000 บาท และ Liveaboard 3–5 วันราคาอยู่ที่ 15,000–35,000 บาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่และระดับความหรูหราของเรือ
ราคาที่ถูกผิดปกติ มักมาพร้อมกับข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยหรืออุปกรณ์ที่ไม่ครบ ควรเลือกผู้ให้บริการที่มีรีวิวดีและได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเสมอ

